mahanoi (30/01/2012),Namo (01/02/2012),น้องแพนเค้ก (31/01/2012)
จ่ายผญาธรรม
พุทธศาสนสุภาษิต
ผญา-บาลี-ไทย
๑. คน
(คนเฮา เจ้าข่อย)
-๐-
แผ่นดินพื้น ปฐพีโลกลุ่ม
มีทั้งเขินทั้งค้อย สูงส่วยต่างกัน
ไผสิหาญถมได้ ไถลงให้เพียงฮาบ
ไผสิปรับปราบได้ ให้เพียงพื้นแผ่นผา
มวลมนุษย์ ก็หากเป็นจั่งซั้น หากแตกต่างไปนำแนว
เป็นนำแถวพงษ์พันธุ์ ต่างเครือตระกูลเซื้อ
ยถา น สกฺกา ปวี สมายํ
กาตุ มนุสฺเสน ตถา มนุสฺสา
แผ่นดินนี้ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกันทั้งหมดได้ ฉันใด
มนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ ฉันนั้น
[ขุ.ชา.] (๒๗/๗๓๑)
มวลมนุษย์ในโลกใต้ หากแตกต่างพงษ์พันธุ์
แนวไผมันเหล่ากอ ต่อเครือไปคนก้ำ
ปจฺเจกจิตฺตา ปุถู สพฺพสตฺตา
ประดาสัตว์ ต่างคนก็ต่างจิตต่างใจ
[ขุ.ชา.] (๒๗/๑๘๒๗)
ไผผู้มักเกียจคร้าน เวียกงานบ่สร้างก่อ
แม่นว่ายื้นฮอดร้อย ยื้นได้กะท่อยื้น
ไผผู้บืนเพียรสู้ ทำงานเคี่ยวเร่ง
แม่นว่าชีวิตหน่อย กะสมแท้น่ายกยอ
โย จ วสฺสสต ชีเว กุสีโต หีนวีริโย
เอกาห ชีวิต เสยฺโย วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ
ผู้ใดเกียจคร้าน หย่อนความเพียร ถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ร้อยปี ก็ไม่ดีอะไร
ชีวิตของผู้เพียรพยายามจริงจังมั่นคง เพียงวันเดียวยังประเสริฐกว่า
[ขุ.ธ.] (๒๕/๑๘)
ไผผู้ดีครบถ้วน หาได้ยากในโลกา
ตั้งแต่องค์ปฏิมา คนยังติว่าหูย้อย
ทุลฺลโภ องฺคสมฺปนฺโน
คนที่มีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่างหาได้ยาก
[ขุ.ชา.] (๒๗/๓๐๐)
เซื้อซาติซั้น บัณฑิตานักปราชญ์
ทุกข์ถืกต้อง บ่โทมไห้ฮำไฮ
แม่นว่า สุขถืกต้อง บ่ฮำฮอนแอ๋แอ่น
บ่พาโลเต้นฟ้อน ให้เสียสิ้นฝ่ายผู้ดี
คือดัง เสลาก้อน ลมตีบ่เอียงอ่วย ได้แหล่ว
ลมสี่ปุ้มห้าปุ้ม มาต้องกะบ่หงาย นั่นแหล่วฯ
สุเขน ผุฏฺา อถวา ทุกฺเขน
น อุจฺจาวจํ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ
บัณฑิต ได้สุข หรือถูกทุกข์กระทบ ก็ไม่แสดงอาการขึ้นๆ ลงๆ
[ขุ.ธ.] (๒๕/๑๗)
ไผผู้เจรจาหน่อย คนกะติว่าปากกืก
หาว่าเป็นบ้าใบ้ ติได้คู่ซู่แนว
ไผผู้เจรจาต้าน คำไขปากปลาแดก
คนกะติว่าปากโป้ง แนวเซื้อปากกระโถน
แม่นว่าไผผู้เจรจาเว้า พองามตามฮีต
คนกะติอยู่ดี้ๆ หนีบ่ม้มปากอึ่งยาง
นินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสินํ
คนนั่งนิ่ง เขาก็นินทา
นินฺทนฺติ พหุภาสินํ
คนพูดมาก เขาก็นินทา
มิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ
แม้แต่คนพูดพอประมาณ เขาก็นินทา
นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต
คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
[ขุ.ธ.] (๒๕/๒๗)
๒. ฝึกตน รับผิดชอบตน
(ฝึกหัดเจ้าของ)
-๐-
ผู้ใหญ่ตำเตะถ้วย ยังฮ้องว่าแมวๆ
ผู้น้อยตำถ้วยโถ ตาบ่มืนเก็บเมี้ยน
สุทสฺสํ วชฺชมญฺเสํ
โทษคนอื่น เห็นง่าย
อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ
แต่โทษตน เห็นยาก
[ขุ.ธ.] (๒๕/๒๘)
สอนให้เขาเพียรสู้ โตให้ดู๋ขยันหมั่น แน่เด้อ
สอนจั่งได๋เฮ็ดจังซั้น โบราณย้องว่าดี
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺมนุสาสติ
ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด ก็ควรทำตนฉันนั้น
[ขุ.ธ.] (๒๕/๒๒)
งานใหญ่น้อย กิจการหลายหลาก
ทั้งงานยากหยุ่งหยั่ง ประดังถื้นทั่งถม
อย่าฟ้าวทมๆ เว้า จัดการมันบ่คล่อง
ควรตริตรองให้ถี่ถ้วน ดีแล้วจั่งค่อยทำ
นิสมฺม กรณํ เสยฺโย
ใครครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า
(นัย.ขุ.ชา.) (๒๗/๒๑๗๕)
“กินข้าวโต โสความเพิ่น”
คำโบราณอ่านอ้าง ชี้บอกหลานเหลน
อย่าเป็นคนสอพลอ หน่อแนวพาลฮ้าย
อย่าสิไปแถลงเว้า ทานขวัญมันผิดฮีต
อย่าสิคาเว้าพื้น เขาพุ้นผู้อื่นอือ
เวียกใหญ่น้อย ของโตหลายหลาก
ควรสิเพียรใจตั้ง ประสงค์สู้ก่อการ
น ปเรสํ วิโลมานิ น ปเรสํ กตากตํ
ไม่ควรใส่ใจคำแสลงหูของผู้อื่น
ไม่ควรแส่มองธุระที่เขาทำและยังไม่ทำ
อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย กตานิ อกตานิ จ
ควรตั้งใจตรวจตราหน้าที่ของตนนี่แหละ
ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ทำ
[ขุ.ธ.] (๒๕/๑๔)
บัณฑิตนี้ เตือนตนให้ตั้งต่อ
บ่มัวรอปากต้าน เขาพุ้นผู้อื่นเตือน
อตฺตนา โจทยตฺตานํ
จงเตือนตนด้วยตนเอง
[ขุ.ธ.] (๒๕/๓๕)
ยามเจ้าหยับย่างย้าย ให้ซอมเบิ่งขาเจ้าของ
ขาถกไปยาวๆ ย่างทรงองค์เอ้
ถกขาเซขาห่าน ไผลือสิมาเบิ่ง
ขาเจ้าของแท้ๆ ซอมไว้ใคร่ครวญ
อันนี้ มันหากเป็นปริศนาเว้า สอนคนในโลก
ขอให้ใส่กระบวนเบื้อง มโนตั้งส่องดู
ปฏิมํเสตมตฺตนา
จงพิจารณา (ตรวจสอบ) ตนด้วยตนเอง
[ขุ.ธ.] (๒๕/๓๕)
๓. จิตใจ
(มโน)
-๐-
ธรรมทั้งหลายนั้น มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่
สำเร็จมาแต่ใจ คนสิดีชั่วช้า เพราะใจเจ้าสั่งงาน
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา
ธรรมทั้งหลาย มีใจนำหน้า
[ขุ.ธ.] (๒๕/๑๑)
ใจใสเลื่อม ครองธรรมพุทโธวาท
ย่อมอาจพาตนขึ้น เมือฟ้าฟากสวรรค์
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเ สุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้
[ม.มู.] (๑๒/๙๒)
ใจหมองเศร้า นำนาสวนฮั้วไฮ่
มีแต่ตกฝ่ายใต้ ลงหม้อหน่วยอเวจิ์
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง
[ม.มู.] (๑๒/๙๒)
แก้ไขครั้งล่าสุดโดย ศรีเวฬุคามมุนี : 30/01/2012 เมื่อ 20:06
mahanoi (30/01/2012),Namo (01/02/2012),น้องแพนเค้ก (31/01/2012)
๔. ปัญญา
(ผญาพาฮุ่ง)
-๐-
ตาบอดเบื้อง เหลียวส่องบ่เห็นหน
แม่นสิมีกระบองแยง ส่องทางบ่เห็นฮู้
ลางเทือถกขาก้าว ซาวไปหลงทีป
ตีนต่อยต้อง ลงล้มคุบกระบอง
สันได๋แท้ คนพาลในโลก
ขาดผญาฮุ่งแจ้ง แสงธรรมเจ้าส่องบ่เห็น
อนฺโธ ยถา โชติมธิฏฺเหยฺย
ขาดตาปัญญาเสียแล้ว ก็เหมือนคนตาบอด
เหยียบลงไปได้ แม้กระทั่งไฟที่ส่องทาง
[ขุ.ชา.] (๒๗/๑๗๓๔)
เงินเต็มภาช์ บ่ท่อผญาเต็มพุง
ปญฺา ว ธเนน เสยฺโย
ปัญญาแล ประเสริฐกว่าทรัพย์
[ม.ม.] (๑๓/๔๕๑)
ไผผู้ปัญญาปู้ มีเงินล้านหมื่น
บ่ห่อนแพงเก็บไว้ เงินใช้ขาดเขิน
ไผผู้ปัญญากล้า ผญางามวาทค่อง
แม่นบ่มีบาทเบี้ย กะหาได้จ่ายกิน
ชีวเตวาปิ สปฺปญฺโ อปิ วิตฺตปริกฺขยา
คนมีปัญญา ถึงสิ้นทรัพย์ ก็ยังเป็นอยู่ได้
ปญฺาย จ อลาเภน วิตฺตวาปิ น ชีวติ
แต่เมื่อขาดปัญญา ถึงจะมีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้
[ขุ.เถร.] (๒๖/๓๗๒)
๕. ทำมาหาเลี้ยงชีพ
(หาอยู่หากิน)
-๐-
แนวนามเผิ่ง บินไปบ่ล้าเมื่อย
หาเกษรดอกไม้ ประสงค์สู้ต่อดาง
เก็บดอกนั้นดอกนี้ แล้วเล่าบินไป
บ่ทันโดนฮวงฮัง ภู่ภมรก็เต็มเต้า
สันได๋แท้ คนเฮาให้เพียรพาก
สู้ทุกข์ยากสืบมื้อ ขยันสร้างก่อการ
เก็บบาทเบี้ย ค่อยต่อให้เงินมี
เป็นเศรษฐีทองคำ ลาภรวยเงินล้าน
โภเค สํหรมานสฺส ภมรสฺส อิรียโต
เก็บรวบรวมทรัพย์สิน เหมือนผึ้งเที่ยวรวมน้ำหวานสร้างรัง
[ที.ปา.] (๑๑/๑๙๗)
เพียรทำสร้าง ขยันถางขุดก่น
ฮู้จังหวะซอกค้น สิรวยได้จ่ายกิน
ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺาตา วินฺทเต ธนํ
ขยัน เอาธุระ ทำเหมาะจังหวะ ย่อมหาทรัพย์ได้
[สํ.ส.] (๑๕/๘๔๕)
เป็นคนให้ ลักษณานามปลวก
หากซ่างยู้ซ่างอ้น คูณขึ้นให้ใหญ่สูง
โภคา สนฺนิจยํ ยนฺติ วมฺมิโกวูปจียติ
ทรัพย์สินย่อมพอกพูนขึ้นได้ เหมือนดังก่อจอมปลวก
[ที.ปา.] (๑๑/๑๙๗)
คนเฮาให้ ลักษณานามถ่าน
ก้อนแดงน้อย เผาได้กระทั่งเมือง
สมุฏฺาเปติ อตฺตานํ อณุ อคฺคึว สนฺธมํ
ตั้งตัวให้ได้ เหมือนก่อไฟจากกองน้อย
[ขุ.ชา.] (๒๗/๔)
อย่าได้ใจคดเลี้ยว ลวงหลอกเอาเงินทอง
อย่าได้พาลพาโล โกงกินเมืองบ้าน
น นิกตฺยา ธนํ หเร
ไม่พึงหาทรัพย์ด้วยการคดโกง
[ขุ.ชา.] (๒๗/๖๐๓)
ขอให้ใจต่อตั้ง ในธรรมอย่าประมาท
แสวงหาบาทเบี้ย ในข้อที่ควร
ธมฺเมน วิตฺตเมเสยฺย
พึงหาเลี้ยงชีพ โดยทางชอบธรรม
[ขุ.ชา.] (๒๗/๖๐๓)
๖. เพียรพยายาม ทำหน้าที่
(เวียกงานส่าง ดู๋ค้นก่นถาง)
-๐-
มัวแต่รอคอยถ่า ฤกษ์ยามให้มาซ่อย
โชคเลยลอยเจิดเจ้ย หนีจ้อยกะซ่างเป็น
ซุ่มพี่น้องอย่าเว้น จากหมั่นเพียรขยัน
อย่ามัวหันไปรอดวง เวียกงานสิเสียสิ้น
นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารตา
ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนเขลาผู้มัวถือฤกษ์อยู่
ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้
[ขุ.ชา.] (๒๗/๔๙)
ตกกะเทินว่าได้อดสาสู้ อย่าถอยหลังให้คนว่า
มันสิโป้บาดหล่า หมากแตงซ้างหน่วยปลาย
วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา
เป็นคนควรพยายามเรื่อยไป จนกว่าผลที่หมายจะสำเร็จ
[สํ.ส.] (๑๕/๘๙๑)
วันเวลาเปลี่ยนย้าย ข่วมกลายเป็นปีเดือน
โลกหากหนุนเวียนผัน ส่ำกันกับดุมล้อ
มันบ่รอคอยถ่า ชาวประชาผู้ช้าอยู่
ตริตรองดูให้ถี่ถ้วน เริงเรื่อยฮ่ำคนิง
กถมฺภูตสฺส เม รตฺตินฺทิวา วีติปตนฺติ
วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
[องฺ.ทสก.] (๒๔/๔๘)
ครั้นสิเป็นหมอหว่าน หมอยาหมอป่า
ครั้นสิเฮียนบีบเส้น เอ็นคั้นให้ส่วงดี
หรือสิเฮียนคงค้อน คงหลาวหอกดาบ
เฮียนให้เถิงขนาดแท้ ดีถ้วนซู่อัน
หรือสิเฮียนหนังสือ ให้เฮียนไปสุดขีด
ครั้นเฮียนแน่เฮียนแท้ เป็นคนฮู้สู่คน
ครั้นสิเฮียนเป็นหมอเต้น หมอตีหมอต่อย
ก็ให้เฮียนแท้ๆ คนจ้างซู่วัน
ครั้นสิเป็นหมอน้ำ ตึกปลาแหหว่าน
ทำให้ได้ เต็มข้องซู่วัน
ครั้นสิเป็นหมอสร้าง นาสวนฮั่วไฮ่
เอาให้ได้ เกวียนซื้อแก่ขาย
กยิรา เจ กยิราเถนํ
ถ้าจะทำ ก็ควรทำให้จริง
[สํ.ส.] (๑๕/๒๓๙)
คนสิล่วงทุกข์ได้ เพราะบากบั่นพยายาม
ขอแต่บำเพ็ญเพียร สิล่วงมารผลาญฮ้าย
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ
คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
[ขุ.สุ.] (๒๕/๓๑๑)
แก้ไขครั้งล่าสุดโดย ศรีเวฬุคามมุนี : 31/01/2012 เมื่อ 09:28
๗. การคบหา บัณฑิต คนพาล
(หมู่พวก นักปราชญ์ คนพาโล)
-๐-
อย่าสิลงเกลือกกลั้ว แนวพาลคนถ่อย
มันสิจับจ้องน้าว ดึงถื้นสู่อบาย
น ภเช ปาปเก มิตฺเต
ไม่ควรคบมิตรชั่ว
[ขุ.ธ.] (๒๕/๑๖)
ตกหมู่แฮ้งเป็นแฮ้ง ตกหมู่กาเป็นกา
โสปิ ตาทิสโก โหติ ยาทิสญฺจูปเสวติ
คบคนเช่นใด ก็เป็นเช่นคนนั้น
[ขุ.ชา.] (๒๗/๒๑๕๒)
“นกอีเอี้ยง กินหมากโพธิ์ไฮ
แซวๆ เสียง บ่มีโตฮ้อง
แซวๆ ฮ้อง โตเดียวเหมิดหมู่”
ปริศนานกน้อย เอามาเว้ากล่าวจา
เพิ่นว่า แนวพาลฮ้าย หลายคนหลายเหล่า
มีแต่โวๆ เว้า แนวได้แม่นบ่มี
เพิ่นว่า แนวนามซั้น คนบุญนักปราชญ์
มีหนึ่งหน่อย แนวได้มากหลาย
ปโรสหสฺสมฺปิ สมาคตานํ
กนฺเทยฺยุ เต วสฺสสตํ อปญฺา
เอโกว เสยฺโย ปุริโส สปญฺโ
โย ภาสิตสฺส วิชานาติ อตฺถํ
คนโง่เขลามาประชุมกันแม้ตั้งกว่าพันคน พวกเขาไม่มีปัญญา
ถึงจะพร่ำคร่ำครวญอยู่ตลอดร้อยปี ก็หามีประโยชน์ไม่
คนมีปัญญารู้ความแห่งภาษิต คนเดียวเท่านั้น ประเสริฐกว่า
[ขุ.ชา.] (๒๗/๙๙)
เห็นว่าเสือนอนแล้ว แนวคนอย่าฟ้าวเซื่อ
มันสิคาดลาดเต้น ขบฆ่าไล่กุม
อันว่าซุ่มแนวเชื้อ คนเฮากะโดยดั่ง
พ้อหน้ากันเพียงครั้ง อย่าไวฟ้าวเข้าฮ่วมเฮียง
น วิสฺสเส อิตฺตรทสฺสเนน
ไม่ควรไว้วางใจ เพียงด้วยพบเห็นกันนิดหน่อย
[ขุ.ชา.] (๒๘/๙๔๙)
เกลี้ยงแต่นอก ทางในเป็นหมากเดื่อ
หวานนอกเนื้อ ในส้มดั่งหมากนาว
จรนฺติ โลเก ปริวารฉนฺนา
อนฺโต อสุทฺธา พหิ โสภมานา
คนจำพวกที่งามแต่ภายนอก ภายในไม่สะอาด
มีบริวารกำบังตัวไว้ ก็แสดงบทบาทอยู่ในโลก
[สํ.ส.] (๑๕/๓๕๘)
ไผผู้นอนลงแล้ว ตายังแจ๋วตั้งตื่น
ชั่ววันคืนสิผ่านม้ม ระทมเนื้อผ่อคอย
ยามเมื่อแฮงอ่อนน้อย ล้าเมื่อยในกายา
ระยะทางเคิงวา กะทรงคือยาวเยิ้น
สัตว์ผู้เพลินมัวเล่น เป็นพาลฮ้ายต่ำ
บ่เห็นธรรมฮุ่งแจ้ง แลงเช้าค่ำคืน
ซุ่มหมู่นี้ยากสิฟื้น พ้นแอ่งอันไฟลน
วัฏฏวนยาวไกล สำหรับคนพาลฮ้าย
ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ
ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ
สำหรับผู้ตื่นอยู่ เพียงราตรีเดียวก็ยาวนาน สำหรับผู้เมื่อยล้า
เพียงโยชน์เดียวก็ยาวไกล สังสารวัฏฏ์ยาวนานสำหรับคนพาลผู้ไม่รู้พระสัทธรรม
[ขุ.ธ.] (๒๕/๑๕)
ไผผู้สมคบด้วย คนบุญนักปราชญ์
เป็นดังจันทร์แก่นคู้ ตองกล้วยห่อหอม
ไผผู้สมคบด้วย พาโลคนถ่อย
เป็นดังปลาเน่าหม้อ ตองกล้วยห่อเหม็น
ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ
กุสาปิ ปูติ วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา
คนใดห่อปลาเน่าด้วยใบคา ใบคาย่อมเหม็นกลิ่นปลาคละคลุ้ง
การเกลือกกลั้วคบหาคนพาล ย่อมมีผลเช่นอย่างนั้น
ตครญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ
ปตฺตาปิ สุรภิ วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา
ส่วนคนใดห่อกฤษณาด้วยใบไม้ ใบนั้นย่อมพลอยมี
กลิ่นหอมฟุ้ง การคบหาเสวนานักปราชญ์ ย่อมมีผลเช่นอย่างนั้น
[ขุ.อิติ.] (๒๕/๒๕๔)
ฮักกันนั้นแม่นสิอยู่ฟากฟ้า โขงเขตเขาเขียว
เสมอหนแห่งเดียว ฮ่วมโฮงหอแก้ว
ซังกันแล้ว บ่เหลียวแลตาต่อ
แม่นสิเนาว์ชิดใกล้ กะคือไม้ป่าบัง
ยสฺมึ มโน นิวิสติ อวิทูเร สหาปิ โส
สนฺติเกปิ หิ โส ทูเร ยสฺมา วิวสเต มโน
จิตจอดอยู่กับใคร ถึงไกลกัน ก็เหมือนอยู่ชิดใกล้
ใจหมางเมินใคร ถึงใกล้กัน ก็เหมือนอยู่แสนไกล
[ขุ.ชา.] (๒๗/๑๗๕๘)
๘. การสงเคราะห์
(ช่อยเหลือกัน)
-๐-
เพิ่นว่าความฮักนี้ เกิดจากเหตุสองประการ
คือว่าเคยพบพาน ซ่อยกันแต่ปางพุ้น
กับทั้งเคยกูลเกื้อ ปัจจุบันค้ำส่ง
เปรียบประดุจบัวโป้ง อาศัยน้ำและตม
ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํว ยโถทเก
ความรักเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ ได้แก่ การอยู่ร่วมกัน
ในปางก่อน และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
เปรียบเหมือนดอกบัวเกิดขึ้นเพราะน้ำและโคลนตม
[ขุ.ชา.] (๒๗/๓๒๔)
ฮักแรกเริ่ม ขมขื่นกะพอทน
บัดอยู่โดนนานมา ห่าผีผันมาเย้ย
ฮักที่เคยหวานชื่น เลยขมฮืนฝืนเฝื่อน
เปลี่ยนจากฮักท่อฟ้า เป็นเหม็นหน้าท่อดิน
อติจิรํ นิวาเสน ปิโย ภวติ อปฺปิโย
เพราะอยู่ด้วยกันนานเกินไป ที่รักก็กลายเป็นหน่าย
[ขุ.ชา.] (๒๗/๑๗๖๑))
มีแนวกินแซบซ้อย ให้ซ่อยแบ่งกันซิม
ซ่อยกันลิ้มลองรส ซดซมน้ำแกงฮ้อน
น ภุญฺเช สาธุเมกโก
ไม่พึงบริโภคของอร่อยผู้เดียว
[ขุ.ชา.] (๒๘/๙๔๙)
ยังมีแนวนามเซื้อ สกุณีปักษีชาติ
บ่ฉลาดฮ่อมฮู้ แนวไม้หมู่พนา
ปากกล่าวต้าน ฮ้องกู่ว่า “ของกู”
สูอย่ามาหลอยกิน หน่วยผลผลาไม้
หมากโพธิ์ไฮสีแดงสิ่ว หมากนาวสีหวานเหว่อ
ของกูเด้อหมู่นั้น อย่ามาต้องต่อยตอม
นกโตนี้ ขี่ถี่โตเป็นขน
ซ่างคือคนลางซุม ถี่เหนี่ยวเกินบ้าน
ปากกะพาลโฮฮ้อง ว่า “ของกู” บ่แจกแบ่ง
คาแต่แพงเก็บเมี้ยน เลยตายถิ่มบ่ได้กิน
สกุโณ มยฺหโก นาม คิริสานุทรีจโร
ปกฺกํ ปิปฺผลิมารุยฺห มยฺหํ มยฺหนฺติ กนฺทติ
นกชนิดหนึ่งเที่ยวบินอยู่ตามช่องเขาและไหล่เขา มีชื่อว่า
นกมัยหกะ มันบินไปสู่ต้นเลียบ อันมีผลสุก แล้วร้องว่า
“ของข้าๆ” เมื่อนกมัยหกะร้องอยู่อย่างนั้น
ฝูงนกทั้งหลายก็พากันบินมา
จิกกินผลเลียบ แล้วก็พากันบินไป
นกมัยหกะก็ยังร้องพร่ำอยู่อย่างเดิมนั่นเอง
[ขุ.ชา.] (๒๗/๙๓๑)
ทานกล้วยให้ปาดหัว ทานขัวให้ล้างส่วย
ทานกระบวยตักน้ำ ขัดล้างให้ส่องใส
วิเจยฺยทานํ สุคตปฺปสตฺถํ
ให้ด้วยพิจารณา พระศาสดาทรงสรรเสริญ
[สํ.ส.] (๑๕/๙๙)
ครั้นเจ้ามีหมากเคี้ยว ให้ตกแต่งทานแก่นคูณ
ครั้นมีปูนแดงหลาย ให้แต่งทานนำด้วย
บ่ทานหลายกะแกงถ้วย กล้วยหวีเดียวกับข้าวก่อง
มีเงินทองบาทเบี้ย กะทานได้ดังกัน
ทเทยฺย ปุริโส ทานํ อปฺปํ วา ยทิวา พหํ
เกิดมาเป็นคน จะมากหรือน้อย ก็ควรให้ปันบ้าง
[ขุ.ชา.] (๒๗/๑๐๑๒)
๙. การบำรุงบิดามารดา
(บัวระบัติพ่อแม่)
-๐-
ไผผู้ไลลืมถิ่ม บุญคุณของพ่อแม่
ผีสิแก่ลากถื้น ลงหม้อหน่วยอบาย
ขอเชิญชวนน้องอ้าย ให้ค่อยพร่ำเพียรแพง
ซ่อยกันแยงสองเขือ พ่อแม่ตนคนเค้า
โย มาตรํ ปิตรํ วา ชิณฺณกํ คตโยพฺพนํ
ปหุสนฺโต น ภรติ ตํ ปราภวโต มุขํ
คนใด มารดาบิดาแก่เฒ่า ล่วงพ้นวัยหนุ่มวัยสาวไปแล้ว
ตนเองสามารถ ก็ไม่เลี้ยงดู นั้นคือปากทางของความเสื่อม
[ขุ.สุ.] (๒๕/๓๐๔)
ลูกเอ้ย ยามเจ้าคิดเคียดแค้น ให้เหลียวเบิ่งเดือนดาว
คิดเห็นคราวขี่หลัง แม่คลานเป็นม้า
คราวบุตราตีต้อง ตบกลองเปิดเปิ่ง
บาบ่าวตีต่อยต้อง กลองน้อยแข่งตะโพน
ตีต่อยต้อง หัวแม่เป็นกลอง
บ้างพ้องเป็นคนเตะ แม่เป็นหมากโป่งน้อย
มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร
มารดาเป็นมิตรประจำบ้าน
[สํ.ส.] (๑๕/๑๖๓)
คุณพ่อแม่นี้ หนักเกิ่งภูผา
ผู้ได๋วันทานบ สิฮุ่งเฮืองภายซ้อย
สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก
ความเคารพรักบำรุงมารดา นำมาซึ่งความสุขในโลก
อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา
การเคารพรักบำรุงบิดา ก็นำมาซึ่งความสุขในโลก
[ขุ.ธ.] (๒๕/๓๓)
๑๐. หลักการปกครอง
(คองพระยานั่งเมือง)
-๐-
ครั้นเจ้าได้ขี่ซ้าง กั้งฮ่มเป็นพระยา
อย่าสิลืมเสนา ผู้แห่นำตีนซ้าง
ครั้นเจ้าได้ขี่ซ้าง กั้งฮ่มสัปทน
อย่าสิลืมคนจน ผู้ขี่ควายคอนกล้า
ครั้นเจ้าได้ขี่ซ้าง อย่าดังเบิดดังเหิน
อย่าสิเสินๆ หัว ลื่นคนทั้งค่าย
อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย
ไม่ควรลืมตน
[ขุ.ชา.] (๒๗/๒๔๔๒)
การที่เป็นจอมเจ้า เหนือหัวให้ฮักไพร่
ครั้นเจ้าเป็นใหญ่พ้อง หัวหน้าให้ฮักฝูง
ครั้นได้เป็นขุนกวน ให้ฮักการเมืองบ้าน
ให้มันสมสถานเบื้อง เฮืองโฮมถ้วนทั่ว
อย่าได้ฮักพุ้นพี้ ซังพี้แม่นบ่ดี
สพฺเพสํ สุขเมตพฺพํ ขตฺติเยน ปชานตา
ผู้ปกครองแผ่นดินมีปัญญา พึงแสวงสุขเพื่อปวงประชา
[ขุ.ชา.] (๒๗/๑๐๕๖)
การเป็นเจ้า ให้ฮักแต่ความดี
อย่าได้มีมลทิน กลิ่นคาวควรเว้น
สาธุ ธมฺมรุจี ราชา
ราชาชอบธรรมจึงจะดี
(จะเป็นการดี ต่อเมื่อมีผู้ปกครองที่นิยมธรรม)
[ขุ.ชา.] (๒๘/๕๐)
อันว่าโตของข้าฯ พระยาเมืองตุ้มไพร่
ปกครองชาวพี่น้อง ให้ยื้นมั่นอยู่เกษม
พวกไพร่ฟ้า นอนนั่งเป็นสุข
กลอนประตูเฮือนซาน หมู่โจรบ่มาต้อง
บัดนี้ ตนโตข้าฯ ตายไปบ่ตายเปล่า
ขอแต่ชาวพี่น้อง คงมั่นดังเดิม
แม่นว่า พันธนังน้าว หลาวแหลมธนูหอก
มาฆ่าตีต่อยต้อง ตายได้ส่วนยอม
ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธ วโธ เม น ตเปสฺสติ
สุขมาหริตํ เตสํ เยสํ รชฺชมการยึ
ถึงจะถูกจองจำ ข้าฯ ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะถูกฆ่า
ก็ไม่ครั่นคร้าม เพราะข้าฯ ได้นำความสุขมาให้แล้ว
แก่เหล่าชนที่ข้าฯ ปกครอง
[ขุ.ชา.] (๒๗/๑๐๕๕)
หมอบๆ เข้า หัวเท่างายาง
ย่างโย่งๆ หัวแทบขี้ดิน
มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ
ถึงจะขึ้นสู่สถานะที่ยิ่งใหญ่ ก็ถ่อมตัวใฝ่ฟังบัณฑิต
[ขุ.ชา.] (๒๗/๘๘๒)
คาเมบ้าน มีพระยาครองนั่ง
คือมีแหวนใส่ก้อย ประดับเลื่อมเพชรงาม
ราชา รฏฺสฺส ปญฺาณํ
ราชา เป็นสง่าแห่งแคว้น
[สํ.ส.] (๑๕/๒๐๑)
mahanoi (01/02/2012)
ในขณะนี้มี 1 คุณดูกระทู้อยู่. (0 สมาชิกและ 1 ผู้เยี่ยมชม)
Bookmarks