แหล่งแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ของลูกอีสานทั่วโลก บ้านหลังนี้ มีแต่ความจริงใจ และความรักแบบลูกอีสาน บ่ว่า บ่บ่น มีแต่เอาใจกัน
คลิกเข้าหน้าแรก ฮักกันแพงกัน ต้อนรับกันดีดีเด้อ
ใช้บริการเครื่องมือค้นหาของเฮาเด้อพี่น้อง ฟ่าวดี ค้นปุ๊บเห็นปั๊บ
ธรรมะ สรภัญญ์ ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ หมอดู คาถา ผญา หมอลำ พิณแคนโปงลาง ศิลป์อีสาน คืองานของเราในการดูแลรักษา

สถานีวิทยุ เทศน์แหล่ ลำเรื่อง ลำล่อง ศิลปินอีสาน ดาวน์โหลด เวบบอร์ด หน้าบ้าน

กลับไป   อีสานโกอินเตอร์ > ลูกอีสานธรรมะ
ลืมพาสคลิกหม่องนี้

ลูกอีสานธรรมะ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระธรรม และสงฆ์ อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวิถีชีวิตของคนอีสานและทั่วไปให้ดำรงชีพด้วยหลักคุณธรรม จริยธรรม สิ่งที่ควรรู้ ก็ควรรู้

ขอให้สมาชิก ที่สมัครใหม่ ใช้ Gmail นะครับ ห้ามใช้ hotmail

ดูสรุปผลคะแนนโหวต: ท่านเข้าใจธรรมะในพระพุทธศาสนาระดับใด?
เข้าใจอย่างดีเยี่ยม 3 30.00%
เข้าใจดี 5 50.00%
เข้าใจบ้างนิดหน่อย 2 20.00%
ไม่เข้าใจเลย 0 0%
สำรวจความนิยมหลายตัวเลือก ผู้โหวต: 10. คุณไม่สามารถโหวตได้

ตอบกลับ
 
เครื่องมือจัดการกระทู้ ค้นหาในกระทู้นี้
เก่า 08/06/2010, 06:45   #1
mahanoi
เวบมาสเตอร์
 
รูปส่วนตัว mahanoi
 
สมัครเมื่อ: 05/2010
ที่อยู่: เมืองพนมรุ้งมหาเทวาลัย
อายุ: 43
โพส: 1,115
พลังชื่อเสียง: 70
mahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond reputemahanoi has a reputation beyond repute
Thumbs up

อยากให้ตอบแบบสอบถามให้หน่อย จะได้เตรียมนำเสนอธรรมะได้ถูกกาล ..ถูกเวลา
และเสนอธรรมะผ่านเวบไซต์ให้ได้ดีที่สุด
mahanoi ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 08/06/2010, 14:29   #2
Namo
เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลเวบ
 
รูปส่วนตัว Namo
 
สมัครเมื่อ: 05/2010
ที่อยู่: CARNON FRANCE
โพส: 2,007
พลังชื่อเสียง: 41
Namo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond reputeNamo has a reputation beyond repute
มาตรฐาน

ที่ว่าเข้าใจนิดหน่อย เพราะว่าส่วนมากสิ๊เป็นภาษา บาลี ข้าน้อย เป็นที่น่าเสียดาย โยมกะเลยต้องฟังหลาย ๆ เพื่อนำไปศึกษาค้นคว้าเป็นการต่อไป บ่เข่าใจกะฟ้าวแล้นถามกูเกิ้ล เป็นถ่องหลาย ข้าน้อย สาธุ
__________________



พระแก้วคู่บ้าน ศาลเจ้าปู่คู่เมือง งามลือเลื่องผ้ามัดหมี่ ประเพณีไหลเรือไฟ ปลาใหญ่ลุ่มน้ำยาม สวยงามโย้ยกลองเลง

"สักวา แดนดิน ถิ่นสงบ จะค้นพบ แดนใด สุดใฝ่หา
พื้นพิภพ ทั่วทั้ง ฝั่งคงคา บนเวหา สรวงสวรรค์ ชั้นพรหมินทร์
แดนสงบ อยู่ที่ใจ ใช่ที่อื่น ใจชุ่มชื่น ด้วยความดี ใจมีศีล
ใจสงบ พบความสุข ทั่วแดนดิน ถิ่นสงบ พบได้ ที่ใจเอย"
Namo ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 25/07/2010, 15:51   #3
เด็กน้อยขี่กะปอม
เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลเวบ
 
รูปส่วนตัว เด็กน้อยขี่กะปอม
 
สมัครเมื่อ: 07/2010
โพส: 105
พลังชื่อเสียง: 10
เด็กน้อยขี่กะปอม is a jewel in the roughเด็กน้อยขี่กะปอม is a jewel in the roughเด็กน้อยขี่กะปอม is a jewel in the rough
ส่งข้อความทาง MSN ไปยัง เด็กน้อยขี่กะปอม
มาตรฐาน

เข้าใจแนอยู่ แต่ปฏิบัติบ่ได้ อิอิๆๆ

เพียงพบพาน เพื่อผ่านภพ
เด็กน้อยขี่กะปอม ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 07/09/2010, 21:28   #4
ณรงค์
หัวหน้าคุ้มอีสาน
 
รูปส่วนตัว ณรงค์
 
สมัครเมื่อ: 09/2010
โพส: 73
พลังชื่อเสียง: 13
ณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to all
มาตรฐาน

นสมัยพุทธกาล หลังการตรัสรู้ พระตถาคตบ่ได้มีนโยบายสินำหลักธรรมมา บอกสอนผู้ใด เพราะเป็นธรรมที่ละเอีอดลึกซึ้งเกินกว่าคนเฮาธรรมดาสิเข้าใจได้ ตถาคตจั่งได้เปรียบบุคคลเหมือนบัว 4 เหล่า ในบัว 4 เหล่านั้น โตผู่ข่า ท้าวณรงค์ จัดเจ้าของอยู่ในบัว เหล่าที่ 3 คับ คือ บอกข้อธรรม อธิบาย แล้วกะต้องเฮ็ดไห่เบิ่งนำ จั่งสิเข่าใจ คับ ท่านมหา.
ณรงค์ ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 08/09/2010, 12:39   #5
ณรงค์
หัวหน้าคุ้มอีสาน
 
รูปส่วนตัว ณรงค์
 
สมัครเมื่อ: 09/2010
โพส: 73
พลังชื่อเสียง: 13
ณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to allณรงค์ is a name known to all
มาตรฐาน

[COLOR="Blue"]คั่นฟังตามครูบาอาจารย์เพิ่นเทศให้ฟังกะพอ สิเข้าใจในหลักธรรม น้อมนำไปปฏิบัติได้อยู่ แต่หากว่าไปค้นคว้าอ่านเองในพระไตรปิฎก กะยากแน่จักหน่อย เพราะเนื้อหากลับไปกลับมา อ่านแล้ว งง หากผู้เทศหรือบรรยายธรรม เน้นบาลีหลายโพด ชาวบ้านธรรมดากะยากสิเข้าใจ ธรรมะที่พูข่า เข้าใจได้ง่ายๆกะคือธรรมะของหลวงปู่ชา สุภัทโท เพิ่นเทศให้ฟังเข้าใจง่ายๆ เป็นต้นการสอนสมาธิเพิ่นกะบอกแต่เพียงว่า"ให้ตั้งสติอยู่กับลมหายใจ บ่ต้องไปบังคับ หายใจเข่าฮู้ หายใจออกฮู้ คันว่าสติมันแซ่วออกไป กะปล่อยมันไป มันสิคึดไปฮอดไส ให้มันคึดไป มันไปสุดแล้วให้ดึงคืนมาตั้งไว้กับลมหายใจเข้าออกคือเก่า"การทำสมาธิสิอยู่อริยบทได๋กะได้ เดิน ยืน นั่ง นอน" ทอนั่นล่ะหลวงปู่ชา เพิ่น ผู้ฟังฟังแล้วกะนำไปปฏิบัติได้ทันที ถือว่าเป็นธรรมะที่ธรรมชาติ บ่มีบาลีมาแกมพอโต ได้หลักปฏิบัติแล้วกะขึ้นอยู่กับความเพียรของเจ้าพี่น้องล่ะบาดนี่.[/COLOhttp://vz.iminent.com/vz/4ac1f8be-5ffb-44a1-bffa-20e8f64dd96e/1/wet.gifR]
ณรงค์ ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 05/11/2010, 08:19   #6
gururuk
เพิ่งหัดเป็นคนอีสาน
 
รูปส่วนตัว gururuk
 
สมัครเมื่อ: 10/2010
โพส: 16
พลังชื่อเสียง: 0
gururuk has a spectacular aura aboutgururuk has a spectacular aura aboutgururuk has a spectacular aura about
มาตรฐาน

พรหมสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. อายาจนสูตร
พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล-
นิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ.
ครั้งนั้น ความปริวิ กแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเข้าที่สลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง
เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้
เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบาน
แล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็น
ธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย
เบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรม
เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้น
ตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม
แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย
ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.
_______________________________________
อนึ่ง ได้ยินว่า คาถาอันน่าอัศจรรย์เล็กน้อยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ไม่เคยได้ทรงสดับมาแต่ก่อน เกิดแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
บัดนี้ เราไม่ควรจะประกาศธรรม
ที่เราตรัสรู้แล้วโดยยาก ธรรมนี้ เหล่าสัตว์
ผู้ถูกราคะโทสะครอบงำแล้ว จะตรัสรู้ไม่
ได้ง่าย เหล่าสัตว์ผู้ยินดีแล้วด้วยความ
กำหนัด ถูกลองแห่งความมืดหุ้มห่อแล้ว
จักไม่เห็นธรรมอันทวนกระแส ละเอียด
ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาเห็นดังนี้ พระหฤทัยก็ทรงน้อม
ไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม.
ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกแห่งพระหฤทัย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว ได้มีความดำริว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
โลกจะฉิบหายหนอ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โลกจะพินาศหนอ เพราะพระตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่
ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม.
ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมอันตรธานไปในพรหมโลก มาปรากฎอยู่
เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดออกซึ่งแขน
ที่คู้อยู่ หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดอยู่ ฉะนั้น.
ครั้นแล้ว สหัมบดีพรหมกระทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว คุกชาณุ-
มณฑลเบื้องขวาลงที่แผ่นดิน ประนมอัญชลีไปพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า


________________________________________
จงทรงแสดงธรรมเถิด ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตว์ทั้งหลายผู้มี
กิเลสสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นปกติก็มีอยู่ เพราะมิได้สดับย่อมเสื่อมจากธรรม
สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี.
สหัมบดีพรหม ได้กราบทูลดังนี้แล้ว ครั้นแล้วได้กราบทูลเป็นนิคม
คาถาอีกว่า
เมื่อก่อนธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งศาสดา
ผู้มีมลทินทั้งหลายคิดแล้ว ปรากฏขึ้นใน
หมู่ชนชาวมคธ ขอพระองค์จงทรงเปิด-
ประตูอมตะเถิด ขอสัตว์ทั้งหลายจงฟัง
ธรรมซึ่งพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากมลทิน
ตรัสรู้แล้วเถิด ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญา
ดี มีพระจักษุโดยรอบ ปราศจากความ
โศกแล้ว จงเสด็จขึ้นสู่ปราศาทอันสำเร็จ
ด้วยธรรม จงพิจารณาชุมชนผู้จมอยู่ใน
ความโศก ถูกชาติและชราครอบงำแล้ว
อุปมาเหมือนบุคคลผู้อยู่บนยอดภูเขา อัน
ล้วนด้วยศิลา จะพึงเห็นชุมชนโดยรอบ
ฉะนั้น.
ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ทรง
ชนะสงความแล้ว ผู้ทรงนำพวก ผู้ไม่มีหนี้
ขอพระองค์จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จงเสด็จ
เที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
จงทรงแสดงธรรมเถิด ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการเชื้อเชิญของ
พรหม และทรงอาศัยพระกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงสอดส่องดูโลกด้วย
พระพุทธจักษุ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอดส่องดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ ก็ได้
ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลส
ดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวก
มีอาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวก
จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกว่าเป็นภัยอยู่.
ในกออุบลก็ดี กอปทุมก็ดี กอบุณฑริกก็ดี ดอกอุบลก็ดี ดอกปทุม
ก็ดี ดอกบุณฑริกก็ดี บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ อาศัยอยู่ในน้ำ
จมอยู่ในน้ำ อันน้ำเลี้ยงอยู่ บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ตั้งอยู่
เสมอน้ำ บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ตั้งขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำไม่
ติดแล้วแม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอดส่องดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ
ก็ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลส
ดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมี
อาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวกจะ
พึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโ่ลกว่าเป็นภัยอยู่ ฉันนั้น
ครั้นทรงเห็นแล้ว จึงได้ตรัสตอบสหัมบดีพรหมด้วยพระคาถาว่า
ประตูอมตะ เราเปิดแล้วเพราะท่าน
ชนผู้ฟังจงหลั่งศรัทธามาเถิด ดูก่อนพรหม
เราจะไม่มีความสำคัญในความลำบาก
แสดงธรรมอันประณีตที่ชำนาญในหมู่
มนุษย์.

ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมดำริว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทำโอกาสเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.
gururuk ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 05/11/2010, 08:59   #7
gururuk
เพิ่งหัดเป็นคนอีสาน
 
รูปส่วนตัว gururuk
 
สมัครเมื่อ: 10/2010
โพส: 16
พลังชื่อเสียง: 0
gururuk has a spectacular aura aboutgururuk has a spectacular aura aboutgururuk has a spectacular aura about
มาตรฐาน

สรุปหลักพุทธศาสนา

๑. พุทธศาสนามีหลักการเดียวกับวิทยาศาสตร์ คือ

๑. สอนอย่างมีเหตุผล

๒. ศึกษาจากของจริงที่มีอยู่จริง

๓. เชื่อจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

๒. คำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาสรุปอยู่ที่

๑. ละเว้นความชั่วทั้งปวง

๒. ทำความดีให้เต็มเปี่ยม

๓. ทำจิตให้บริสุทธิ์

๓. พุทธศาสนามีคำสอนอยู่ ๒ ระดับ คือ

๑. ระดับศีลธรรม หรือระดับต่ำ ที่สอนให้ละเว้นความชั่ว และทำความดี โดยเอาไว้สอนคนที่มีความรู้น้อย เช่นชาวบ้าน

๒. ระดับสูง ที่สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ หรือดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ โดยเอาไว้สอนคนที่มีความรู้

๔. คำสอนที่สำคัญของพุทธศาสนาก็คือ คำสอนระดับสูง คือ เรื่อง อริยสัจ ๔ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดับทุกข์ อันได้แก่

๑. ทุกข์ คือเรื่องความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ในปัจจุบัน

๒. สมุทัย คือเรื่องสาเหตุของความทุกข์ทั้งปวง

๓. นิโรธ คือเรื่องความดับสนิทของความทุกข์ทั้งปวง

๔. มรรค คือเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ทั้งปวง

ส่วนคำสอนระดับศีลธรรมนั้น ไม่ใช่คำสอนที่สำคัญของพุทธศาสนา เพราะศาสนาไหนๆเขาก็มีคำสอนเช่นนี้กันอยู่แล้ว อีกทั้งคำสอนระดับศีลธรรม ก็ยังเจือปนอยู่กับเรื่องงมงายที่ปลอมปนเข้ามามากมายในภายหลัง ซึ่งไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และขัดแย้งกับคำสอนระดับสูงอย่างมาก ถ้าใครยึดถือในคำสอนระดับศีลธรรม ก็จะไม่เข้าใจคำสอนระดับสูงได้ ดังนั้นคำสอนส่วนใหญ่ของพุทธศาสนา จึงมุ่งเน้นมาที่เรื่องการดับทุกข์นี้เท่านั้น

๕. พุทธศาสนาสอนว่า เมื่อเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนา อย่าเพิ่งสนใจเรื่องเหล่านี้ คือ

๑. เรื่องว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอริยะทั้งหลาย ว่าจะมีจริงหรือไม่?

๒. เรื่องว่าสมาธิจะมีจริงหรือไม่? หรือทำให้เกิดอะไรที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้จริงหรือไม่?

๓. เรื่องว่าเมื่อเราทำสิ่งใดไว้แล้ว จะต้องได้รับผลจากการกระทำนั้นในอนาคตจริงหรือไม่?

๔. เรื่องที่ไร้สาระทั้งหลายของโลก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดับทุกข์

เหตุที่ไม่ให้สนใจเรื่องเหล่านี้ก็เพราะ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการดับทุกข์เลย และเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีของจริงมาให้ศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ ถ้าใครหลงไปศึกษา ก็จะทำให้เสียเวลาอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และอาจเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขวขึ้นมาได้ ต่อเมื่อศึกษาตามหลักการของพุทธศาสนาจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดสิ้นไปเอง

๖. พุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น ไม่สอนเรื่องหลังจากตายไปแล้ว คือพุทธศาสนาจะสอนให้เราศึกษาชีวิตในปัจจุบัน โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ จนเกิดความเข้าใจชีวิตอย่างแจ่มแจ้งก่อน แล้วก็จะเข้าใจเรื่องภายหลังจากความตายได้ด้วยตนเอง โดยไม่เชื่อจากใครๆ

๗. พุทธศาสนาจะสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ โดยสอนว่า

๑. อย่าเชื่อจาก ฟังต่อบอกต่อกันมา

๒. อย่าเชื่อจาก เห็นเขาทำตามๆกันมา

๓. อย่าเชื่อจาก คำล่ำลือ

๔. อย่าเชื่อจาก ตำรา

๕. อย่าเชื่อจาก เหตุผลตรงๆ (ตรรกะ)

๖. อย่าเชื่อจาก เหตุผลแวดล้อม (นัยยะ)

๗. อย่าเชื่อจาก สามัญสำนึกของเราเอง

๘. อย่าเชื่อจาก มันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่

๙. อย่าเชื่อจาก ผู้สอนนี้ดูน่าเชื่อถือ

๑๐. อย่าเชื่อจาก ผู้สอนนี้เป็นครูของเราเอง

เมื่อได้รับคำสอนใดมา ให้นำมาพิจารณาดูก่อน ถ้าเห็นว่ามีโทษ ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีโทษและมีประโยชน์ ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าไม่ได้ผลก็ให้ละทิ้งไป แต่ถ้าได้ผลจึงค่อยเชื่อและรับเอามาปฏิบัติต่อไป

๘. พุทธศาสนามีหลักการศึกษาอยู่ ๓ ระดับ คือ

๑. ศึกษาจากการฟัง หรืออ่านมา

๒. ศึกษาจากการคิดพิจารณา

๓. ศึกษาจากการปฏิบัติจริง

ในขั้นแรกพุทธศาสนาจะสอนให้ฟังหรือ่านมาก่อน แล้วนำมาคิดพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แล้วจึงนำความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จึงจะได้รับผลจริง เพียงแค่การฟังมาหรืออ่านมานั้นยังไม่มีผลอะไร แม้ความเข้าใจก็ยังช่วยได้เพียงทำให้ความทุกข์บรรเทาเบาบางลงท่านั้น จะต้องมีการปฏิบัติจริงอย่างถูกต้องสมบูรณ์ จึงจะมีผลเป็นความดับลงของทุกข์จริง

๙. การที่จะรู้จักพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่การฟังมาหรืออ่านมาเท่านั้น เพราะอาจจะได้รับคำสอนที่ผิดมาก็ได้ จะต้องถึงขั้นมีความ ?เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง? เท่านั้น จึงจะเรียกได้ว่ารู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแท้จริง ซึ่งการที่จะเกิดความเข้าใจพุทธศาสนาอย่างแจ่มแจ้งนั้น จะต้องศึกษากฎสูงสุดของธรรมชาติ จนเกิดความเข้าใจ แล้วนำกฎนั้นมาศึกษาร่างกายและจิตใจของเรา จนเกิดความเข้าใจว่า ?แท้จริงไม่มีเรา? จึงจะเรียกว่าเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

๑๐. พุทธศาสนาจะสอนเรื่องง่ายๆ พื้นๆ ที่เราทุกคนสามารถศึกษาให้เกิดความเข้าใจได้ และปฏิบัติได้จริงโดยไม่ต้องอาศัยความสามารถพิเศษอะไรเลย ส่วนเรื่องลึกลับไกลตัว หรือเรื่องยากๆที่เราอาจจะเคยได้ฟังมานั้น เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งทำให้ยากแก่การศึกษาหรือศึกษาไมได้เลย และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นมาได้จริง มีแต่ทำให้เกิดความลังเลสงสัยยิ่งขึ้น เราจึงไม่ควรสนใจ

๑๑. คำสอนในพุทธศาสนานั้นสามารถย่อลงให้เหลือเพียงประโยคเดียวได้ และสามารถขยายออกไปได้มากมาย ซึ่งคำสอนโดยย่อนั้นก็คือ ?สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน? ซึ่งนี่ก็คือ หลักอริยสัจ ๔ โดยสรุป

๑๒. หลักอริยสัจ ๔ จะสอนว่า ?ความทุกข์ทั้งหมดของจิตใจมนุษย์ เกิดมาจากสาเหตุเดียว คือ ความยึดถือว่ามีตัวเรา? (ความยึดถือ ก็คือ ความอยากให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามที่จิตอยากจะให้เป็น แต่เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่จิตอยาก จิตที่อยากนั้นจึงเป็นทุกข์)

๑๓. หลักอริยสัจ ๔ จะสอนว่า ?เมื่อไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา ความทุกข์ทั้งปวงก็จะไม่เกิดขึ้น? เมื่อจิตไม่มีทุกข์ มันก็สงบเย็น ปลอดโปร่ง สดชื่นแจ่มใส ซึ่งพุทธศาสนาจะเรียกว่า ?นิพพาน? ที่แปลว่า ความดับสิ้นไปของทุกข์

๑๔. วิธีปฏิบัติเพื่อไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราได้นั้น จะต้องใช้จิตที่เข้มแข็ง (มีสมาธิ) มาระงับความยึดถือนี้ โดยมีความเข้าใจว่า ?แท้จริงมันไม่เรา? (มีปัญญา) มาคอยควบคุม และมีจิตที่ปกติ (มีศีล) เป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว ถ้าปฏิบัติได้ชั่วคราว ทุกข์ก็ดับลงเพียงชั่วคราว แต่ถ้าปฏิบัติได้ถาวร ทุกข์ก็ดับลงถาวร

๑๕. ศีลนั้นเราทุกคนก็สามารถปฏิบัติได้ ด้วยการตั้งใจว่าจะไม่เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น แม้ด้วยกายหรือวาจาก็ตาม เพียงท่านี้เราก็มีศีลได้เองแล้ว

๑๖. สมาธินั้น เพียงเราตั้งใจในการคิด การพูด หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายให้มั่นคงต่อเนื่องกันได้นานๆ เราก็มีสมาธิที่พร้อมใช้ดับทุกข์ได้แล้ว ถ้าใครยังทำไม่ได้ ก็ต้องไปฝึกมาก่อน

๑๘. ส่วนปัญญานั้น เพียงเรามีความเข้าใจอย่าถูกต้องว่า ?แท้จริงไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดที่จะเป็นเราหรือตัวเราได้? เพียงเท่านี้เราก็มีปัญญาที่แท้จริงขึ้นมาแล้ว

๑๙. การที่จะเกิดความเข้าใจว่าไม่มีเราได้นั้น จะต้องเข้าใจถึงกฎสูงสุดของธรรมชาติ ก่อนว่า ?ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาจากเหตุและปัจจัย(ปัจจัย หมายถึง สิ่งที่มาช่วยสนับสนุน) เท่านั้น? คือสิ่งใดจะเกิดขึ้น จะต้องอาศัยสิ่งอื่นหลายๆสิ่งมาปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นเสมอ ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ได้ลอยๆโดยไม่มีสิ่งอื่นมาปรุงแต่ง

๒๐. เมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นมาและตั้งอยู่ได้เพราะเหตุปัจจัย ดังนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา จึงไม่มีสภาวะที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ชนิดที่จะเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรหรือเป็นอมตะได้ คือเมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะต้องดับสลายหรือหายไปอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

๒๑. วัตถุทั้งหลายของโลก ก็ล้วนเกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย ดังนั้นวัตถุทั้งหลายของโลก จึงไม่มีสภาวะที่จะเป็นตัวตนของตนเอง หรือไม่มีตัวตนที่แท้จริง ชนิดที่จะตั้งอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดรได้

๒๒. ร่างกายของมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ก็เกิดมาและตั้งอยู่ได้เพราะมีเหตุปัจจัย (คือมีอาหาร, น้ำ, ความร้อน, และอากาศ) เมื่อขาดเหตุหรือปัจจัยใดไป ร่างกายก็จะแตกสลายหรือตายไปทันที ดังนั้นร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย จึงไม่มีตัวตนที่แท้จริง ชนิดที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไปชั่วนิรันดร คือสรุปได้ว่า ร่างกายของเราจริงๆนั้นมันไม่มี มีแต่ร่างกายชั่วคราว ที่เรามาสมมติเรียกกันเท่านั้น

๒๓. จิตใจของมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ก็เกิดมาและตั้งอยู่ได้เพราะมีเหตุปัจจัย (คือมีร่างกายที่ยังไม่ตาย จึงทำให้เกิดจิตใจขึ้นมารับรู้และรู้สึกสิ่งต่างๆได้ และมีความทรงจำจากสมอง จึงมีความจำและคิดได้) เมื่อขาดเหตุหรือปัจจัยใดไป จิตใจก็จะดับหายไปทันที ดังนั้นจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย จึงไม่มีตัวตนที่แท้จริง ชนิดที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไปชั่วนิรันดร คือสรุปได้ว่า จิตใจของเราจริงๆนั้นมันไม่มี มีแต่จิตใจชั่วคราว ที่เรามาสมมติเรียกกันเท่านั้น

๒๔. สรุปว่า ?ไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดที่จะมาเป็นเรา หรือตัวเรา หรือตัวตนของใครๆได้? เพราะทุกสิ่งมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน เมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ดังนั้นเมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันเสื่อมสลายหรือดับหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นจึงต้องเสื่อมสลายหรือดับหายตามไปด้วยเสมอ นี่คือความไม่เที่ยงแท้ถาวรของสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งปวง

๒๕. เมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาล้วนต้องอาศัยเหตุปัจจัย มาปรุงแต่งขึ้นมา ดังนั้นเมื่อมันยังตั้งอยู่ มันก็ต้องทนที่จะประคับประคองตัวตนชั่วคราวของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก มากบ้างน้อยบ้างตอลดเวลา ถ้าไม่ทนมันก็จะแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตใจ) ทันที นี่คือความเป็นทุกข์ของสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งปวง

๒๖. เมื่อจิตโง่เพราะไม่เข้าใจว่า ?สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลาย โดยเฉพาะร่างกายและจิตใจของตัวเอง ก็ไม่ใช่ของตัวเองจริง และไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนถาวร รวมทั้งยังต้องทนอยู่ด้วย? แล้วก็ไปยึดถือสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวรนี้เข้า เมื่อสิ่งที่ยึดถือเอาไว้นี้มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน จิตโง่นี้จึงเป็นทุกข์ไปอย่างช่วยไม่ได้

๒๗. เมื่อเรา (ตามที่สมมติเรียก) เข้าใจแล้วว่า ?แท้จริงมันไม่เรา? เราก็นำเอาความเข้าใจนี้ มาเพ่งพิจารณาเข้าไปในร่างกายและจิตใจของเรา (และของคนอื่นด้วย) อย่างมั่นคงต่อเนื่องกันได้นานๆ จิตก็จะเกิดสมาธิขึ้นมาได้ และสมาธินี้ก็จะมาระงับหรือทำให้ความยึดถือว่ามีตัวเรา หรือตัวตนของใครๆดับหายไปจากจิตของเราได้

๒๘. เมื่อไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา อันเป็นสาเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งหลายก็ย่อมที่จะไม่มีตามไปด้วย เมื่อจิตไม่มีทุกข์สภาวะที่ตรงข้ามกับความทุกข์ หรือความสงบเย็น (นิพพาน) ก็ย่อมที่จะปรากฏขึ้นมาแทนที่ความทุกข์ทันที

๒๙. ถ้าเราสามารถปฏิบัติให้เกิดปัญญาและสมาธิขึ้นมาได้เมื่อใด นิพพานก็จะปรากฏเมื่อนั้น แต่ถ้าเผลอให้ปัญญาและสมาธินี้หายไปเมื่อใด ความทุกข์ก็จะยังกลับมาเกิดขึ้นได้ใหม่เรื่อยไป จนกว่าเราจะสามารถปฏิบัติให้เกิดปัญญาและสมาธินี้ ได้อย่างต่อเนื่องมั่นคงสม่ำเสมอ เป็นเวลานานๆ จนนิสัยที่จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ได้เลือนหายไปจากจิตใต้สำนึกอย่างถาวร นิพพานก็จะปรากฏได้อย่างถาวรเหมือนกัน

๓๐. สรุปหลักพุทธศาสนา ก็มีอยู่แค่นี้ คือ ?ถ้าโง่ไปยึดถือสิ่งใดว่าเป็นเราหรือของเรา จิตก็เป็นทุกข์ แต่ถ้ามีปัญญา แล้วไม่ไปยึดถือสิ่งใดๆว่าเป็นเราหรือของเรา จิตก็ไม่เป็นทุกข์? ถ้าใครเข้าใจเพียงแค่นี้ก็เท่ากับเข้าใจพุทธศาสนาทั้งหมด ถ้าใครปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติพุทธศาสนาทั้งหมด และถ้าใครได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดในพุทธศาสนา

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net )
gururuk ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 01/05/2011, 21:17   #8
พรสุธรรม
เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลเวบ
 
รูปส่วนตัว พรสุธรรม
 
สมัครเมื่อ: 07/2010
โพส: 382
พลังชื่อเสียง: 15
พรสุธรรม is a splendid one to beholdพรสุธรรม is a splendid one to beholdพรสุธรรม is a splendid one to beholdพรสุธรรม is a splendid one to beholdพรสุธรรม is a splendid one to beholdพรสุธรรม is a splendid one to beholdพรสุธรรม is a splendid one to behold
Thumbs up

สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํเวทิตพฺโพ วิญญูหีติ สาธุๆๆๆ
พรสุธรรม ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 20/05/2011, 07:25   #9
เขยอีสาน
เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลเวบ
 
รูปส่วนตัว เขยอีสาน
 
สมัครเมื่อ: 01/2011
ที่อยู่: นครหาดใหญ่
โพส: 595
พลังชื่อเสียง: 18
เขยอีสาน has much to be proud ofเขยอีสาน has much to be proud ofเขยอีสาน has much to be proud ofเขยอีสาน has much to be proud ofเขยอีสาน has much to be proud ofเขยอีสาน has much to be proud ofเขยอีสาน has much to be proud ofเขยอีสาน has much to be proud of
มาตรฐาน

กระผม ว่า ทุกคนต้องเข้าใจ เพราะในชีวิตประจำวันของเราๆท่านๆก็คือ ธรรมมะอยู่แล้ว ทุกสิ่งอย่างที่เราประพฤติ ปฏิบัติ ทั้งดี-ไม่ดี ก็คือ ธรรมมะนะ ขอรับ เอ้างง ผมก็งง ขอรับ
__________________
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
ขอกาย วาจา ใจของเรานี้ จงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นทุกเมื่อ
เขยอีสาน ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
ตอบกลับ

Bookmarks


ขณะนี้มีผู้ใช้งานกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 

(View-All Members who have read this thread since 22/02/2012, 06:51 (Set) (Clear)
There are no names to display.
เครื่องมือจัดการกระทู้ ค้นหาในกระทู้นี้
ค้นหาในกระทู้นี้:

ค้นหาแบบละเอียด



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 06:46.

ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin® Version 3.8.11 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
สงวนลิขสิทธิ เวบอีสานโกอินเตอร์ซื้อลิขสิทธิ์ถูกต้อง ©2000-2018, Jelsoft Enterprises Ltd.
ทีมงานอีสานโกอินเตอร์ พุทธสถานสวนธรรมวารี ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ 31260 โทร 099-1953644 เวบมาสเตอร์ เปิดตลอด 24 ชม. thep3300@gmail.com LineID: pm.narinthep Facebook: Narinthep Thongchai