ฮีตสิบสอง

#1
คำว่า ฮีต มาจากคำว่า รีต ซึ่งก็มายถึง จารีตประเพณี นั่งเอง ก็จะสามารถที่จะแปลมาตรงตัวเลยว่า จารีตประเพณีของสิบสองเดือนนั้นเอง โดยจะมีประเพณีของแต่ละเดือน ในรอบสิบสองเดือน มักจะมีระเบียบประเพณีที่มีอยู่ในแต่ละเดือน ประเพณีของชาวอีสานนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และได้ยึดถือ ปฏิบัติมาอย่างยาวนาน โดยจะสรุปประเพณีในรอบ สิบสองเดือน ดังต่อไปนี้
เดือนแรก หรือคนอีสานจะเรียกว่า เดือนอ้าย หรือเดือนเจียง เดือนนี้ชาวอีสานจะมีประเพณีบุญเข้ากรรม เป็นประเพณีที่มีความเกี่ยวข้องกับพระภิกษุ ที่ทำพิธีอยู่กรรมหรือเข้ากรรม เป็นการออกจาอาบัติประจำปีของพระภิกษุสงฆ์ที่เคยต้องอาบัตินั้นในระหว่างที่บวชเรียนมาในรอบปี ซึ่งปกติเมื่อพระภิกษุสงฆ์ต้องอาบัตินั้นจะต้องกล่าวให้เพื่อพระภิกษุทราบ
การเข้ากรรมหรืออยู่กรรมของพระภิกษุนี้ มีพิธีการต่างๆ มากมาย ทำติดต่อกันในเวลา 6 วัน บวกกับจำนวนวันที่ต้องอาบัติ ภิกษุทางรูปอาจจะต้องอยู่กรรมนานเกือบตลอดสองสัปดาห์ บางรูปก็ไม่กี่วัน แต่เพื่อความรวบรัดมักจะกระทำกันในเวลาไม่เกิน 9 วัน การเข้ากรรมนอกจากจะเป็นการออกจากอาบัติแล้ว ยังมีเกร็ดเล่าว่า ประเพณีเกิดจากการทดแทนคุณมารดา เพราะมารดาเคยอยู่กรรมหรืออยู่ไฟ ภายหลังจากคลอดบุตรแล้ว ได้รับความทุกข์ทรมานมาก ดังนั้นเมื่อกุลบุตรบวชเพื่อทดแทนพระคุณมารดา ก่อนจะสึกต้องมีการเข้ากรรมทดแทนคุณมารดา จึงจะได้อานิสงส์แรง

ในระหว่างที่พระภิกษุวัดต่างๆ ทำพิธีอยู่กรรมหรือเข้ากรรมนี้ท่านจะอยู่ในวัด ดังนั้นชาวบ้านจึงพากันมาทำบุญ ฟังธรรม กลายเป็นงานบุญเข้ากรรม
เดือนสอง หรือ เดือนยี่ ชาวอีสานมีงานบุญยิ่งใหญ่ประจำเดือน เรียกว่างานบุญคูนลาน งานบุญนี้เกี่ยวเนื่องกับการทำมาหากินของชาวอีสาน เพราะปกติเดือนยี่มักจะเป็นเดือนแห่งการเก็บเกี่ยวด้วยข้าวสุกในนา แล้วก็ส่งมาลานนวดข้าว แล้วก็จะมีการทำบุญที่ลานนวดข้าวนั่นเอง

ตามคติเก่าของการทำบุญคูนลานนั้น ก็เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในปีต่อไป พิธีในการทำบุญคูนลานนี้ ในหลายที่ของชนบทอีสานสมัยก่อนจะมีการทำพิธีสู่ขวัญวัวควายที่ใช้ไถนาอีกด้วย

เดือนสาม ชาวอีสานก็มักมีงานบุญที่เรียกว่า “บุญขาวจี่” ซึ่งชาวอีสานมีคำพูดประโยคหนึ่งมาแต่โบราณว่า “เดือนสามคล้อย เจ้าคอยบุญ” อันหมายถึงว่า พอเดือนสามย่างมาถึง พระก้คอยการทำบุญข้าวจี่

ข้าวจี่นั้นก็คือข้าวเหนียวปิ้ง นั้นเอง ปกติชาวอีสานรับประทานข้าวเหนียว ในขณะที่ชาวภาคกลางรับประทานข้าวเจ้า วิธีการรับประทานอาหารข้าวเหนียวเวลาอยู่กับบ้านกับเรือนนั้น มักนิยมเป็นก้อนกลมๆ จิ้มปลาร้าหรือแกล้มกับอาหารที่มีอยู่ ที่นี้เวลาที่ชาวอีสานไปไร่นา หรือว่าจะเดินทางไกลในสมัยก่อนเขามักจะปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ แล้วนำไป “จี่” หรือ “อังไฟ” จนกระทั้งเกรียมเหลืองไปทั้งก้อนเพื่อเก็บไว้ได้นานและสะดวกแกการนำไปเป็นเสบียงระหว่างทาง ซึ่งมักจะนำอาหารอะไรติดตัวไปได้ไม่มาก ดังนั้นข้าวจี่ของชาวอีสาน เขาจึงนิยมโรยเกลือลงไป

การทำข่าวจี่นั้นจะทำในระยะเดือนสามซึ่งเป็นเวลาที่ว่างจากท้องไร่ท้องนา จึงมีการเดินทางไปมาหาสู่กับญาติมิตรในที่ไกล จึงมีข่าวจี่เป็นเสบียงในระหว่างการเดินทาง เมื่อทำข้าวจี่ขึ้นมาแล้ว ชาวอีสานก็นึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่อยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ เกรงว่าเมื่อตนออกเดินทางไปพ้นหมู่บ้านไปแล้ว ไม่มีใครไปทำบุญถวายอาหารแด่พระภิกษุ ท่านอาจจะอดอยาก ดังนั้นจึงนำข้าวจี่ส่วนหนึ่งที่ทำขึ้นไปถวายพระเสียก่อน
เดือนสี่ ชาวอีสานมีงานบุญยิ่งใหญ่ในรอบปีงานหนึ่ง นั้นคือบุญพระเวส หรือบุญคบงัน ซึ่งก็คืองานบุญเทศน์มหาชาตินั้นเอง งานนี้จัดกันเป็นงานใหญ่ติดต่อสามวันเป็นอย่างน้อย วันแรกเป็นการเตรียมงาน ชาวบ้านจะมาช่วยกันตกแต่งศาลาที่จะเทศน์มหาชาติ ให้มีบรรยากาศคล้ายอยู่ในป่าเขา โดยนึกมโนภาพเอาจากศาลาของพระเวสสันดรในป่าเขาวงกต วันแรกของบุญพระเวสนี้ เรียกกันว่ามื่อโฮม อันหมายถึงการร่วมแรงร่วมใจมาร่วมกันทำงานนั่นเอง

ครั้งวันที่สองงานบุญงานบุญคบงันหรือบุญพระเวสมาถึง ก็จะจัดพิธีแห่งพระเวสสันดร นางมัทรี กัณหา ชาลี มายังศาลาวัดที่จัดตกแต่งไว้แต่เมื่อวาน ในพิธีแห่นี้จะมีดนตรีพื้นบ้านและการรำเซิ้งนำหน้า เป็นการทำให้สนุกสนานกันทั้งหมุ่บ้าน วันที่สาม ของงานบุญพระเวสคือ การฟังเทศน์มหาชาติให้จบภายในวันเดียว ซึ่งเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่

เดือนห้า เดือนห้านี้มีงานบุญสรงน้ำ หรืองานบุญสงกรานต์นั้นเอง งานบุญสรงน้ำเดือนห้าของชาวอีสานเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งในรอบปี มีผู้ออกมาร่วมงานบุญนี้มากที่สุด งานการต่างๆจะหยุดทำโดยสิ้นเชิญ เป็นเวลาติดต่อกันสิบวัน ซึ่งประเพณีสงกรานต์ของชาวอีสาน ก็คล้ายกับสงกรานต์ภาคเหนือและภาคกลาง มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปไม่มากนัก คือ การทำบุญ ฟังเทศน์สรงน้ำพระ เดือนหก เป็นวันงานบุญวิสาขบูชา และงานบุญบั้งไฟ สำหรับงานบุญวิสาขบูชานั้น ก็คงเหมือนประเพณีของชาวภาคกลางและภาคเหนือทั่วไป แต่ที่น่าสนใจก็คืองานบุญบั้งไฟ ซึ่งชาวอีสานมีงานมีงานบุญบั้งไฟกันในเดือน 6 นานนับหลายศตวรรษมาแล้ว เดี่ยวจะอธิบายในหัวข้อต่อไปเดือนเจ็ด อันเป็นระหว่างเวลาที่ฝนฟ้ากำลังตกหนัก ผู้คนส่วนใหญ่มีภารกิจในท้องทุ่งท้องนา แต่ชาวอีสานก็มีงานประจำเดือน 7 ที่เรียกว่า บุญวำฮะบ๋าเบิก หรือหมายถึงบุญชำระ นั้นเอง ชาวอีสานเรียกกันสั่นๆว่า บุญชำระ นั้นเอง หมายถึงการชำระจิตใจให้สดใสผ่องแผ้ว ตัดเรื่องเศร้าหมองออกจากใจ ไม่ว่าจะเป็นความโภค ความโกรธ หรือความหลง มีการไปทำบุญที่วัด ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วแต่ว่าจะกำหนดกันวันไหนของเดือนนี้ งานบุญชำฮะนี้ หากจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุแล้ว ก็น่าจะเป็นในแนวทางที่ว่า ระยะนี้ข้าวกล้ากำลังงอกงามในท้องนา ชาวนาจะต้องคอยเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดจึงควรที่จะทำให้ใจผ่องในบริสุทธิ์ เพื่อที่พืชพันธุ์ธัญญาหารจะได้งอกงามอุดมสมบูรณืนั้นเอง
เดือนแปด ชาวอีสานมีบุญยิ่งใหญ่อีกเดือนหนึ่ง นั้นคือบุญเข้าพรรษา มีการทำบุญกันอย่างทั่วถึงตามวัดวาอารมทุกแห่งในวันเข้าพรรษา แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ ชาวอีสานหลายๆ จังหวัดมีการหล่อเทียน แห่เทียนไปถวายตามวัดต่างๆ เทียนเข้าพรรษาในอีสาน ในอีสานมีงานแห่งเทียนเข้าพรรษา ประกวดเทียนพรรษากัน เช่น ที่จังหวัดอุบลราชธาณีเป็นต้น
เดือนเก้า ชาวอีสานมีงานที่สนใจอย่างหนึ่ง อันแทบจะไม่เคยเห็นในภาคกลางเสียเลย นั้นคือ บุญข้าวประดับดิน งานบุญนี้เป็นการทำบุญอุทิศให้กับผีเปรตไม่มีญาติ ซึ่งตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อกันมานั้น เล่าว่าในรอบ 1 ปี ยมบาลจะปล่อยผีเปรตในนรกออกมาหาอาหารกินเพียงปีละครั้ง ในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 แล้วก็ปล่อยออกมาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น คือระหว่างเวลาตี่สี่ถึง หกโมงเข้า ชาวอีสานจึงถือช่วงจังหวะนี้ ทำบุญข้าวประดับดิน อุทิศให้แก่ผีเปรตผู้ไร้ญาติขาดมิตรเหล่านี้
เดือนสิบ อันเป็นระยะที่ข้าวในท้องนาเริ่มตกรวงอ่อน ชาวอีสานมีงานบุญประจำเดือน 10 ที่เรียกว่าบุญข้าวสาก ซึ่งก็คืองานบุญข้าวกระยาสามนั่นเอง เมื่อสรุปแล้วงานบุญข้าวสากในเดือน 10 ของชาวอีสานก็คือ งานบุญสารทไทย เหมือนในภาคกลางของเรานั้นเอง เมื่อใกล้ถึงเดือน 10 ชาวอีสานทุกครัวเรือน ไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไร ต่างก็จะทำข้าวสากหรือกระยาสารท เพื่อเตรียมถวายพระ ครั้งถึงวันงานก็จะมีอาหารอย่างอื่นไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดซึ่งมีกรรมวิธีแปลกออกไปจากการทำบุญธรรมดา นั้นคือ มีการเขียนสลากชื่อเจ้าของสำหรับอาหารใส่ไว้ในถาด พระภิกษุรูปใดจับสลากได้สำหรับอาหารของผู้ใด ก็ฉันอาหารสำรับนั้น ซึ่งก็คล้ายการทำบุญที่สลากภัตของชาวภาคเหนือ

มูลเหตุเก่าแก่แห่งการทำข้าวสากถวายพระนี้ เล่ากันว่ามาว่า สิบเนื่องมาจากลัทธิศาสนาพราหมณ์ ที่ผู้คนในสมัยก่อนเก็บข้าวอ่อนจากรวงเมื่อเริ่มตกรวง นำมาทำมธุปายาสเลี้ยงพราหมณ์ ต่อมาจึงแพร่หลายมากลายเป็นงานบุญในพระพุทธศาสนางานหนึ่ง

เดือนสิบเอ็ด งานบุญอันยิ่งใหญ่ของชาวอีสานก็คือบุญออกพรรษา ซึ่งชาวอีสานจัดทำกันใหญ่โตกว่าบุญเข้าพรรษา มีประเพณีหลายอย่างเกี่ยวเนื่องในงานนี้ ซึ่งมักจะจัดติดต่อกัน 3 วันคือ ตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำจนถึง 15 ค่ำ เดือน 11 หลายๆ จังหวัดจะมีการตักบาตรเทโวในตอนเช้า อย่างเช่นที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งจะจัดงานบุญออกพรรษาที่นั่นครึกครื้นใหญ่โตกว่าจักหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน จะมีการทำบุญในตอนเข้าและตกสายจะทำการแข่งเรือยาวในแม่น้ำโขง และจะมีชาวลาวได้ข้ามาร่วมแข่งขันกันด้วย และพอตกค่ำจะมีประเพณีไหลเรือไฟ ดังนั้นชาวอีสานจึงมีการลอยกระทงถึง 2 ครั้ง ยิ่งใน 15 ค่ำ เดือน 11 ด้วยแล้วจังหวัดหนองคายมรปรากฏการที่เราเรียกว่าบั้งไฟพญานากนั้นด้วย
เดือน สิบสอง อันเป็นเดือนสุดท้ายในรอบปี งานบุญของชาวอีสานนี้ก็คือ บุญกฐิน เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 มีระยะเวลานาน 1 เดือน แบบเดียวกับการทอดกฐินในภาคกลางและภาคอื่นๆ ทั่วไป ซึ่ชาวอีสานจะร่วมกันจองกฐินและถวายผ้าพระกฐินและถวายผ้ากฐินตามพระอารามต่างๆ โดยทั่วถึง

ขอบคุณที่มา : แหล่งความรู้ของภาคอีสานจ้า
 
#5
ออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้ง

แห่ปราสาทผึ้งเมืองสกล จ้า




กะหดคักหดแน่โพดด๊อก อิอิ ข่อยหนาวแทนผุ๊สาว อิอิ


หดน้ำผุ๊เฒ่าจ้า
 
Top